Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันเปิดรับฟังความเห็นกฎหมายลูกของพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 5 ฉบับ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ระบุดำเนินการเพราะเห็นเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องรับฟังข้อมูลรอบด้าน คาดอีก 2 เดือนกฎหมายเสร็จ ด้านคปพ.บุกกระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือคัดค้านกฎกระทรวง 3 ฉบับ
หมวด : ข่าวประชาสัมพันธ์
26 พฤษภาคม 2560


          นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และสำหรับผู้รับสัญญาจ้างผลิต(SC)  ตามร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม พ.ศ.... ที่รอประกาศใช้ ไม่ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

           เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น แต่กรมฯ ต้องการรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และตามมติคระรัฐมนตรี(ครม.) ได้สั่งการให้กรมฯเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ควบคู่ไปกับรอ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมประกาศใช้ เพื่อให้การเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่ง คือ เอราวัณและบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 สามารถดำเนินการได้ตามแผนภายในปี 2560 นี้

           สำหรับการรับฟังความคิดเห็นกฎกระทรวง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบ PSC จะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26พ.ค.2560 ส่วนกฎกระทรวง อีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ SC คาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ภายใน 2 เดือนนี้ ซึ่งจะทำให้การออกกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับ เสร็จสิ้น และจะนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา กลั่นกรองข้อกฎหมาย ก่อนส่งให้ครม.ประกาศใช้ต่อไป แต่ทั้งนี้ การจะนำเสนอต่อครม.จะต้องดำเนินการหลัง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้แล้วเท่านั้น

           ขณะที่ร่างหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูล(Bidding TOR)เปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ มีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังต้องปรับหลักเกณฑ์ในบางประเด็นให้ชัดเจน โดยเฉพาะแผนรักษาอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ที่อาจกำหนดให้ต้องรักษาอัตราการผลิตก๊าซไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันผู้รับสัมปทานเดิมผลิตได้ราว  2,160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหากดำเนินการไม่ได้ตามแผนจะมีบทลงโทษ โดยจ่ายค่าปรับให้รัฐ รวมถึงการกำหนดราคาเพดานรับซื้อก๊าซฯที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่เป็นผู้รับซื้อก๊าซฯจาก 2 แหล่งสัมปทานหมดอายุ เป็นต้น

           นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่า อย่างช้าที่สุดจะสามารถขายTOR เพื่อเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุได้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะเสร็จสิ้นประกวด หรือได้รายชื่อผู้ชนะการประมูลภายในเดือน ก.พ.ปี 2561

           ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการ ศึกษาข้อดีและข้อเสียในการจัดตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" ตามคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ภายใน 60 วัน นั้น ในเร็วๆนี้ กรมฯเตรียมนำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา เบื้องต้นกรรมการจะประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนราชการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เป็นต้น โดยมองว่า สศช.เป็นหน่วยงานกลางที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพหลักรับดำเนินการในเรื่องนี้


           ขณะที่วันนี้(25 พ.ค. 2560 ) เมื่อเวลา 10.00 น.  กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)  ซึ่งนำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยมีนายธีระศักดิ์ จรัสศรีวิสิษฐ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องเรียนและเตรียมนำเสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อเรียกร้องดังกล่าวต่อไป

           สำหรับร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่ คปพ.คัดค้านได้แก่
           1. ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
           2. ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. ....
           3. ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. .... 

           สำหรับสาระสำคัญที่ คปพ. เรียกร้อง ได้แก่ ไม่เห็นด้วยกับการเปิดรับฟังความเห็นผ่านทางเว็บไซด์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพราะเป็นการรับฟังความเห็นที่ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะประชาชนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เป็นต้น

           นอกจากนี้การกำหนดให้นำส่งอัตราค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตปิโตรเลียมที่ขาย
นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)ค่าภาคหลวงจะต้องได้รับเป็นปิโตรเลียม ดังนั้นการกำหนดให้เอกชนนำปิโตรเลียมไปขายแล้วมาจ่ายเงินค่าภาคหลวงให้กับรัฐในภายหลังเป็นการลอกแบบมาจากสัมปทานจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง 

           รวมถึงสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุนั้น ไม่ควรเปิดประมูลด้วยระบบ PSC แต่ควรใช้ระบบสัญญาจ้างบริการ(SC) เพราะเป็นแหล่งที่คาดว่ามีปิโตรเลียมแน่นอน จึงไม่ควรนำมาแบ่งปันผลประโยชน์กับเอกชน 



ที่มา: Energy Review

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ