Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เร่งแก้ปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม เพื่อไม่ให้กระทบการจัดหาพลังงานของประเทศในระยะยาว
หมวด : ข่าวประชาสัมพันธ์
8 มิถุนายน 2560

 

          นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผย ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา     เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (พื้นที่ ส.ป.ก.) ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะส่วนราชการที่กำกับดูแลและบริหารจัดการให้ผู้รับสัมปทานดำเนินตามข้อกำหนดในสัญญาสัมปทานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาศัยอำนาจตามมาตร 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 สั่งให้ผู้รับสัมปทานหยุดดำเนินกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ เพื่อมิให้ขัดต่อข้อกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

          นายวีระศักดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 บริษัท              ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การดำเนินงาน ดังนี้

บริษัทผู้รับสัมปทาน

ขอบเขตจังหวัดในแปลงสัมปทาน

บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด

กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร

บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด

กำแพงเพชร สุโขทัย

บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด

เพชรบูรณ์

บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด

ขอนแก่น อุดรธานี

บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด

ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์

บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต

พิษณุโลก

บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด

บุรีรัมย์

          อนึ่ง จากการหยุดการผลิตของบริษัทผู้รับสัมปทานดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ ประเมินความเสียหายเบื้องต้น คือ น้ำมันดิบลดลง 16,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติลดลง 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ก๊าซธรรมชาติเหลวลดลง 100 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 47 ล้านบาทต่อวัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในรูปแบบค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กว่า 26 ล้านบาท/วัน และค่าภาคหลวงที่จะกระจายสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงไปกว่า 3.55 ล้านบาท/วัน

        อย่างไรก็ตาม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศเป็นหลักสำคัญโดยเร็วที่สุด

                                                                                      กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

                                                                                           7 มิถุนายน 2560

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ